ความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติในยามทำลายล้างเตือนให้เราพึงละลึกไว้เสมอว่า “มนุษย์นั้นช่างกระจิ๋วหลิวและเปราะบางยิ่งนัก”
มนุษย์โลกเผชิญสาธารณะภัยนับแต่อดีตครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วม ไฟป่า แผ่นดินไหว โคลนถล่ม น้ำป่าไหลหลาก แผ่นดินยุบตัว พายุใต้ฝุ่น รวมถึงเหตุการณ์ล่าสุดที่เพิ่งเกิดขึ้นในขณะที่เขียนบทความนี้คือ แผ่นดินไหวในประเทศจีนที่คร่าชีวิตมนุษย์ไปกว่าห้าหมื่นคน บาดเจ็บนับแสน และเหตุการณ์พายุไซโคลนนาร์กิสที่คาดว่าจะมีผู้เสียชีวิตนับแสนคน ได้รับผลกระทบ บาดเจ็บ ไร้ที่อยู่อาศัยและอดอยากนับล้านคน จนกระทั่งปัจจุบันการช่วยเหลือฟื้นฟูชีวิตยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่อง
ภัยพิบัติอาจเกิดขึ้นในที่แห่งใดบนโลกยากที่จะคาดการณ์ได้ล่วงหน้า ผู้คนที่อาศัยอยู่ในประเทศกำลังพัฒนาหรืออยู่ในภูมิภาคที่ยากจน ห่างไกลสิ่งอำนวยความสะดวก มักต้องเผชิญผลกระทบหรือความสูญเสียจากภัยธรรมชาติในอัตราที่สูงกว่าประเทศที่พัฒนาแล้วที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกและมีการเตรียมความพร้อมรับมืออย่างดี ภาพดังกล่าวปรากฏชัดเจนเมื่อเปรียบเทียบระหว่างเหยื่อที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติในประเทศจีนกับประเทศพม่าในเวลาไกล้เคียงกัน ในขณะที่รัฐบาลจีนระดมกำลังช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างเต็มที่เพื่อหยุดยั้งความสูญเสียและหวังช่วยเหลือคนบาดเจ็บให้รอดชีวิตให้มากที่สุด ขณะเดียวกันรัฐบาลพม่ากลับเฉยเมยรวมถึงกีดกันความช่วยเหลือจากองค์กรภายนอกประเทศ ส่งผลให้ผู้เคราะห์ร้ายจากภัยธรรมชาติต้องอดอยาก บาดเจ็บและล้มตายเพิ่มขึ้นจำนวนมาก บทความขององค์กรยุทธศาสตร์สากลเพื่อลดความสูญเสียจากภัยพิบัติแห่งสหประชาชาติ(UN/ISDR)ประมาณการณ์ว่าร้อยละ ๙๗ ของเหยื่อจากภัยพิบัติอาศัยอยู่ในประเทศกำลังพัฒนา และมีข้อสังเกตเพิ่มเติมอีกด้วยว่า “ผู้หญิงได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติไม่ว่าจะเป็นภัยขนาดเล็กหรือใหญ่มากกว่าผู้ชาย เนื่องจากความเปราะบางทางร่างกายและการไร้บทบาทเชิงอำนาจในชุมชน”
ในกรณีแผ่นดินไหวบริเวณเกาะสุมาตราเมื่อปี ๒๕๔๗ ทำให้เกิดคลื่นยักษ์สึนามิถล่มหลายประเทศแถบคาบสมุทรอันดามันรวมทั้ง ๖ จังหวัดชายฝั่งภาคใต้ของประเทศไทย ตอนสายของวันที่ ๒๖ ธันวาคม ขณะที่ชาวประมงออกจับปลากลางทะเล บางคนออกทำงานรับจ้างหรือค้าขายนอกบ้าน คลื่นยักษ์ถาโถมเข้าใส่หมู่บ้านชายฝั่งอย่างไม่ทันตั้งตัว ผู้หญิงรีบวิ่งหาลูกน้อยประคับประคองหนีเพื่อให้รอดตายด้วยกัน ทั้งอุ้ม ทั้งจูง บางคนว่ายน้ำไม่เป็น บางคนอาจกำลังทำงานอยู่ในบ้านไม่ทันตั้งตัว ต้องบาดเจ็บ ล้มตาย บางส่วนรอดชีวิตอย่างน่าสงสาร จากข้อมูลของมูลนิธิผู้หญิงพบว่าจำนวนผู้เสียชีวิตในประเทศไทยเท่าที่สามารถระบุเพศได้จำนวน ๑,๒๓๓ คน ในจำนวนนั้นเป็นเพศหญิง ๖๗๖ คน เพศชาย ๕๕๗ คน ในสัดส่วนที่สูงกว่าในทุกช่วงอายุ ในหมู่บ้านทางตอนเหนือของเมืองอาเจะห์ ประเทศอินโดนีเซีย ผู้หญิงเสียชีวิตมากกว่าผู้ชาย ๔ เท่า ในขณะที่ผู้รอดชีวิตจากคลื่นยักษ์เป็นชายมากกว่าหญิง ๓ เท่า จากตัวเลขที่ได้สร้างข้อกังขาให้แก่ผู้ติดตามเหตุการณ์ในครั้งนั้นว่าจะนำข้อค้นพบที่ได้มาใช้ในการดำเนินการช่วยเหลือ ฟื้นฟู ผู้ประสบภัยที่คำนึงถึงมิติหญิง-ชาย และคนชายขอบด้วยได้อย่างไร
เมื่อคลื่นยักษ์ผ่านพ้นไป ทิ้งไว้แต่เศษซากของความสูญเสีย เศร้าสลด ผู้หญิงบางคนที่รอดชีวิตจากคลื่นยักษ์ไม่มีแม้แต่เสี้อผ้าปกปิดร่างกาย คนท้องต้องหวั่นวิตกถึงความปลอดภัยของตนและลูกในครรภ์ บางคนสูญเสียหัวหน้าครอบครัว สูญเสียอาชีพ หวาดกลัวคลื่น ไม่มีงานทำ ไร้ที่อยู่อาศัย บางคนบาดเจ็บนอนพักรักษาตัวอยู่โรงพยาบาลนานนับเดือนเมื่อออกจากโรงพยาบาลต้องมาพบว่าการช่วยเหลือจากหน่วยงานรัฐหมดเขตแล้ว หลายครอบครัวที่ผู้ชายต้องออกหางานรับจ้างนอกหมู่บ้านทิ้งให้ผู้หญิงรับภาระดูแลครอบครัวและลูกโดยลำพัง บางคนอาจโดนทำร้ายร่างกายจากความเครียดของหัวหน้าครอบครัว บางคนรู้สึกไม่ปลอดภัยในที่อยู่อาศัย ขาดแคลนอุปกรณ์เครื่องใช้ที่จำเป็นในครอบครัวทั้งของใช้ส่วนตัวและเครื่องครัวเพื่อหุงหาอาหาร ส่งผลกระทบต่อเด็ก เยาวชนในหมู่บ้านเมื่อผู้ปกครองอยู่ในภาวะไม่มั่นคง อาจต้องหยุดไปโรงเรียนหรือมีปัญหาเก็บกด
ยังไม่นับรวมถึงกลุ่มคนที่มีความเปราะบางทางสภานภาพอื่นๆ เช่น คนชรา พิการ เจ็บป่วย ทั้งที่เป็นมาก่อนเหตุการณ์ภัยพิบัติและเกิดขึ้นหลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้น ผู้สูงอายุที่โดดเดี่ยวต้องเริ่มต้นสร้างบ้านเรือนหรือฟื้นฟูครอบครัวกลับมาใหม่โดยไม่มีลูกหลานคอยช่วยเหลือยิ่งยากลำบาก หรือแม้กระทั่งกลุ่มคนไร้สัญชาติ แรงงานต่างด้าว คนที่ไม่มีเอกสารสิทธิ ครอบครัวยากจนที่เข้าไม่ถึงโครงสร้างการช่วยเหลือทั้งจากโครงสร้างรัฐหรือกลุ่มองค์กรในชุมชน การช่วยเหลือฟื้นฟูในภาพรวมที่มิได้มีมุมมองถึงความแตกต่างทางสังคม ประเพณีและวัฒนธรรม กลับกลายเป็นแรงขับดันให้พวกเขาถูกกันออกไปอยู่ชายขอบ จึงไม่น่าแปลกใจว่ายังคงมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าการช่วยเหลือกระจุกตัวในหมู่แกนนำ ซ้ำซ้อน ทั้งที่ยังมีคนที่ตกหล่น หรือยากลำบากหลงเหลืออยู่อีกเป็นจำนวนมากยังไม่ได้รับสิทธิในฐานะผู้ประสบภัย สร้างความรู้สึกน้อยใจจนถึงขั้นโกรธแค้น...
ความสามารถในการจัดการรับมือกับภัยพิบัติแต่ละภูมิภาคแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับจุดอ่อน-จุดแข็งในแต่ละชุมชน สภาพสังคมที่แตกต่างระหว่างคนรวย-จน ผู้ชาย-ผู้หญิง เด็ก-ชรา คนพื้นเมือง-คนเมือง ปัญหาการเมืองภายใน รวมถึงสภาพเศรษฐกิจและความแตกต่างทางวัฒนธรรม การเตรียมความพร้อมในมิติหญิง-ชายจะเป็นประเด็นตัดขวางที่สะท้อนรากเหง้าของปัญหาความด้อยโอกาสหรือสิทธิมนุษย์ชนที่ถูกละเลยขณะเกิดภัยพิบัติ รวมทั้งยังเชื่อมโยงกับความไม่เท่าเทียมกันของคนสถานะต่างๆในชุมชน
การเตรียมความพร้อมรับมือกับภัยพิบัติในมิติหญิง-ชายต้องให้ความสำคัญกับกระบวนการมีส่วนร่วมที่มีความสมดุลย์ทั้งผู้หญิง-ผู้ชาย และกลุ่มคนที่หลากหลายในชุมชน เป็นการสะท้อนรวบรวมประสบการณ์ของคนที่แตกต่างกัน เพื่อนำมาแนวนโยบาย วางแผน จัดทำแนวทางปฏิบัติที่ตอบสนองต่อคนทุกกลุ่มในชุมชน ให้สอดรับกับความต้องการที่แท้จริง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถให้แก่ชุมชนในการลดความสูญเสียจากภัยพิบัติได้อย่างมีประสิทธิผล โดยเปิดโอกาสให้ผู้หญิง คนชายขอบ มีส่วนร่วมในการคาดการณ์ เตรียมความพร้อมเพื่อความอยู่รอด รับมือและฟื้นฟูชีวิตหลังภัยพิบัติที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของตนเอง โดยกิจกรรมอาจแตกต่างกันตามสภาพพื้นที่หรือความเสี่ยงที่แตกต่างกัน ทั้งในระดับหมู่บ้าน ภูมิภาค ประเทศ จนกระทั่งระดับสากล
มีตัวอย่างผู้หญิงจำนวนมากที่มีบทบาทในการฟื้นฟูชุมชนหลังจากประสบภัยทั้งในชุมชนประมง เกษตรกรรมหรือผู้หญิงในชนบท แต่ยังคงเป็นบทบาทที่ไม่เป็นทางการ ขาดการมีส่วนร่วมอย่างมีนัยยะสำคัญ ตั้งแต่ขั้นตอนการคิด วางแผน จนกระทั่งตัดสินใจ ส่วนใหญ่ผู้หญิงจะอยู่ในบทบาทผู้ปฏิบัติงาน ซึ่งในมิติหญิง-ชายชุมชนจำเป็นต้องยอมรับในความคิดและประสบการณ์ของเธอ รวมถึงต้องมีการพัฒนาศักยภาพผู้หญิงให้กล้าพูด กล้าแสดงความคิดเห็น และพัฒนาภาวะผู้นำให้ผู้หญิงได้เป็นส่วนหนึ่งที่มีบทบาทอย่างเป็นทางการในชุมชนเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น
การเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับภัยพิบัติจำเป็นต้องทำควบคู่ไปกับการพัฒนาความแข้มแข็งคนในชุมชน ที่เชื่อมโยงอย่างสำคัญกับทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม สภาพสังคมและการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน และต้องมีหลักประกันว่าการพัฒนาไม่ได้เป็นตัวสร้างปัญหาความไม่เท่าเทียมกันของคนในสังคมเพิ่มมากขึ้น ซึ่งมิติหญิง-ชายจะเป็นประเด็นตัดขวางทั้งในการลดความสูญเสียจากภัยพิบัติรวมถึงการพัฒนาความเข้มแข็งของคนในชุมชนเพื่อความยั่งยืนทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมในระยะยาว